วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

โรคร้าย .... ในนก

โดย WE LOVE PETS เมื่อ 25 สิงหาคม 2011 เวลา 21:55 น.

ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บของนกสวยงามและนกทุกประเภท   เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้เลี้ยงนกที่ขาดความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพ  ชนิดของโรค  ยารักษาโรคและวิธีการใช้ยาที่ถูกต้อง   เป็นเหตุให้เชื้อโรคลุกลามไม่สามารถควบคุมได้  และเกิดการดื้อยาเนื่องจากใช้ยาผิดวัตถุประสงค์


การรักษานกจึงเป็นไปได้ยากขึ้น  บางครั้งอาจเป็นเหตุให้นกต้องเสียชีวิตลงอย่างน่าเสียดาย


ยารักษาโรคนกสวยงามโดยทั่วไป  มีวิวัฒนาการจากยาที่ใช้รักษาโรคของนกพิราบมาก่อน  เนื่องจากเป็นสัตว์ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน   และนกพิราบเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมมานานมากแล้ว    จึงมีการเก็บข้อมูลและศึกษาอย่างจริงจังในมหาวิทยาลัยชื่อดังของโลกอย่างมากมาย



ยาที่ใช้ในสัตว์ปีกแทบทุกชนิดจะมีตัวยาพื้นฐานเดียวกันอยู่แล้ว    ดังนั้น การศึกษาเรื่องโรคของนกพิราบ  การใช้ยาในนกพิราบ  จึงเป็นพื้นฐานในการนำไปใช้กับนกสวยงามประเภทอื่นๆ    ความรู้พื้นฐานยาที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้เลี้ยงนกและสัตว์ปีกทุกชนิด   เพื่อที่จะเลือกใช้ยาได้ถูกต้อง  ในราคาที่เป็นธรรม




บทความนี้จึงได้เสนอเรื่องโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับนก  เพื่อเป็นแนวทางการรักษา  ข้อมูลการศึกษาเรื่องนก  ได้มาจากต่างประเทศของผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการวิจัยนก   ผู้คิดค้นและวิจัยผลิตภัณฑ์เพื่อนกและสัตว์ปีก โอโรฟาร์มา  (Oropharma) และเวอร์เซเล ลากา (Versele-Laga)  ที่เป็นผู้สนับสนุนสวนสัตว์นกโลโรพาร์ค  ประเทศสเปน   สวนนกที่ใหญ่ที่สุดในโลก   แหล่งรวมนกหายากของโลก

โรคที่มักเกิดขึ้นกับนก 
แคงเกอร์  Canker
จะพบตุ่มเม็ดสีขาวที่บริเวณลำคอและปลายลิ้น   หากเป็นนานหลายวัน  ตุ่มสีขาวจะเปลี่ยนสภาพเป็นสีเหลือง    ลักษณะของตุ่มจะติดอยู่ในลำคอเพดานช่องปากและปลายลิ้นจะมีราก


โรคนี้เกิดขึ้นจากเชื้อราทริโคโมโนซิส Trichomonosis  ที่เกิดจากความชื้น  กรงอับ  อาหารที่สกปรก   อาการของโรคจะยืนซึม    นกไม่ยอมกินอาหาร  จมูกและปากจะแฉะ  ยืนหงอย  อ้าปากหายใจ  บางครั้งตาจะอักเสบ (แฉะ)   ยาที่ใช้รักษาที่ดีที่สุดคือตัวยาโรนิดาโซล (Ronidazole)   หรือใช้ยาทริโคพลัส (Trichoplus)


โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ  Respiratory tract


โรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อในช่องปาก  เช่น โรคหวัด   แต่โรคหวัดนี้ยังแบ่งออกเป็นหลายชนิด  เช่น ออนิโธซิส Ornithosis Psittacosis   นกที่เป็นโรคนี้จะปรากฏอาการ จมูกแฉะ  น้ำตาไหล  หายใจหอบ  ขนหัวลุก  หัวบวม



นกพิราบที่ติดเชื้อไวรัสหวัด  จะมีอาการบวมที่บริเวณหัว และใบหน้า



นกพิราบมีอาการติดเชื้อออนิโธซิส  เปลือกตาจะบวม  ตาเยิ้ม   บินได้ไม่ดี  หัวฟู   คัดจมูก   มักจะเกาหัวอยู่ตลอดเวลา
นกที่ติดเชื้อมายโคพลาสมา Mycoplasma  จะพบเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในหลอดลม  กระบังลม  ขั้วปอด  หายใจหอบแรง
ยาที่ใช้รักษาอาการติดเชื้อในระบบหายใจ  จะใช้ยาจำพวกปฏิชีวนะ (Antibiotic)  จำพวก โดซีไซคลีน Doxycycline  แอมพีซิลีน Ampicillin  อะม๊อกซิลิน Amoxicilin  และยาออร์นิเคียว (Ornicure)  ควรให้ยากินติดต่อกัน 5-7 วัน


โรคระบบทางเดินอาหาร          
โรคเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารมีหลายโรคเช่นกัน  อาทิ เช่น พาราไทโฟซิซ Paratyphosis  โคลิบาซิโลซิซ Colibacillosis  การติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ Bacterial Infections of the Gastro-Intestinal  และพาราไทฟอยด์ Paratyphoid

รวมถึงอาการท้องเสียที่เกิดจากติเชื้อซาลโมเนลโลซิส Salmonellosis   ที่เกิดจากเชื้อไทฟีมูเรี่ยม Typhimurium    ยาเธอร์ราพิม (Theraprim) ใช้รักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารได้ดี


อาการที่พบ  นกจะมีข้อเท้าบวม  ปีกบวม  ปีกจะยึดบินไม่ค่อยได้  นกจะเดินขโยกเขยก  อุจจาระจะเป็นสีเขียว



มีร่องรอยการถ่ายเหลวบริเวณทวารหนัก



อุจาระมีสีเขียว เป็นน้ำ  และมีฟองแก๊สที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย


โรคพยาธิ
นกทุกชนิดมีพยาธิอยู่ในตับ  สืบเนื่องมาจากอาหารการกิน   นกกินอาหารธัญพืชต่างๆ ที่เกิดจากพื้นดิน  ไข่พยาธิจึงติดมาจากเมล็ดพืช ธัญพืช
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  หากนำธัญพืชที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำความสะอาดมาให้เป็นอาหารสำหรับนก   เมื่อนกกินเมล็ดพืชที่ติดไข่พยาธิเข้าไป   ไข่พยาธิจะเข้าไปเพาะตัวนนก    จึงพบว่านกที่กินเมล็ดพืชที่ติดไข่พยาธิจะเกิดตัวอ่อนพยาธิในลำไส้   พยาธิที่พบมีทุกชนิด  ทั้งพยาธิตัวแบน  ตัวกลม  เส้นด้าย  ต้วเข็ม  แส้ม้า




การถ่ายพยาธิ  จะใช้ตัวยาเดียวกันได้   ยกเว้นพยาธิตัวแบน  พยาธิในตับ  จะใช้ตัวยาคนละชนิด  กรใช้ยาต้องศึกษาให้ดี   การใช้ยาเกินขนาดอาจทำให้นกเสียชีวิตได้

นกบางตัวไม่ควรใช้ยา  เพราะจะไปอุดทางเดินกระแสเลือด  เลือดไปหล่อเลี้ยงที่ขนและปีกไม่พอ   ทำให้ปีกนกหลุด  หางกุด  ขนปีกหลุดได้  ยาที่นกเลี้ยงควรเป็นยาจำพวก Mebendozole และ Albendazole    ผู้เลี้ยงควรต้องใช้ความระมัดระวังอย่างพิเศษ   ศึกษาระมาณการใช้ยาให้ดี  เนื่องจากยาประเภทนี้จะไปอุดกระแสเลือด  ทำให้ปีกนก  ขนนกจะหลุดขาดจากกัน  บางครั้งมีเลือดออกจากขนนก



พยาธิ Amthelminitics  การใช้ยาถ่ายพยาธิในตัวนก  ต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ   อ่านสรรพคุณของตัวยา  และขนาดการใช้ให้เข้าใจเสียก่อนจึงใช้  ยาถ่ายพยาธิถ้าให้เกิดขนาด  จะทำให้นกมีอาการเมา  บางตัวที่อ่อนแออาจจะช็อคตายได้
ตัวยา Piperazine Hydrate  และ Pyrantel  เหมาะสำหรับพยาธิตัวเข็ม  เส้นด้าย  และตัวกลม



ตัวยา Praziquantel  สำหรับพยาธิในตับ ตัวยา Mebrendazole  และ Albendazole  เหมาะสำหรับพยาธิตัวเข็ม เส้นด้าย ตัวขอ แส้ม้า และตัวกลม  ตัวยาทั้ง 2 ชนิดนี้ผู้ใช้ต้องให้ความระมัดระวังอย่างมาก   อย่าใช้เกินขนาด  เพราะจะทำให้กระแสเลือดไหลหมุนเวียนไปยังประสาท   ส่วนปลายไม่สะดวก  ทำให้ขนนกเกิดตาย  ปีกนกและขนโคนหาย  จะหลุดเป็นปล้องๆ ขาดจากกัน  Niclosamide  ใช้สำหรับพยาธิตัวแบน หรือตัวตืด    อาวิคาส (Avicas)  เป็นยาถ่ายพยาธิที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนก


ที่มา  http://www.facebook.com/note.php?note_id=228963797154593
ไก่ฟ้า




ไก่ฟ้า สวยงาม เลี้ยงรวมกับ ไก่ชนได้.....
ไก่ฟ้า นกยูง ... ไก่สวยงาม เลี้ยงไว้ดูเล่นได้ ในสวนในไร่ เป็นรายได้เสริมก็ดีนะ
ชมรม คนรักษ์ไก่ฟ้าเปิดใหม่ ให้คนสนใจเข้าไปศึกษา และ พบปะกันในบอร์ด ชมรม ทั้งผู้เลี้ยงดูเล่น และ ฟาร์มไก่ฟ้า ได้แลกเปลี่ยน ข้อมูล แบ่งปันภาพงามๆ ของไก่ฟ้า พบกันที่


โรเซร่า (Rosellas)


crimson
    คริมสัน โรเซร่าเป็นนกขนาดเล็กแต่ด้วยความที่เค้าหางยาว ความสูงจึงสูงถึง 32-36 cm ออกไข่ทีละ 4-6 ใบ เมื่อออกจะมีขนปลกคลุมภายใน 5-6 อาทิตย์
     คริมสันโรเซร่าจะโดดเด่นด้วยสีแดงและสีน้ำเงินที่แก้มทั้งสองข้าง
ขนหลังบนปีกของเค้าจะสีดำล้อมด้วยสีแดงสด และที่ปลายของปีกและที่หางจะเป็นสีน้ำเงิน นกชนิดนี้ส่วนมากจะพบที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนและจะเห็นมากในป่ายูคาลิปบนต้นที่สูงๆ หากเมื่อเค้าจับคู่กัันแล้วก็จะเป็นคู่กันตลอดชีวิตน่ารักมากๆเลยทีเดียว และเสียงร้องที่ไพเราะทำให้คนหลงใหลในความสวยและน่ารักของเค้า

ในต่างประเทศ นกในตระกูลโรเซร่าที่นำมาเลี้ยงยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก แต่ที่เมืองไทยก็เริ่มที่จะเป็นที่รู้จักในหมู่นักเลี้ยง ถึงเค้าจะไม่ฉลาดเท่าสายพันธุ์อื่นๆ แต่หากฝึกจนชินเค้าก็จะมากินอาหารกับมือได้

อีเลคตัส (Eclectus)

  


         นกอีเลคตัสเป็นนกขนาดกลางสูงประมาณ 35 cm และ มีอายุยาวถึง 50-75 ปี ออกไข่ทีละ 1-3 ใบ เมื่อออกแล้วก็จะใช้เวลากกไข่ 26 วัน และจะมีขนปลกคลุม 10-12 อาทิต

         อีเลคตัสเป็นนกที่มีสีสันสะดุดตา ตัวผู้มีสีเขียวน้ำเงินแดง ส่วนตัวเมียมีสีแดงและส่วนท้องจะมีสีน้ำเงิน อีเลคตัสไม่ใช่แค่นกสวยงามแต่มันมีความสามารถหลากหลายเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเลียนเสียง เลียนคำพูด แม้่กระทั่งประโยคยาวๆ ร้องเพลง หรือการโต้ตอบการสนทนากับคนหรือจะฝึกให้มันโต้ตอบการสนทนากันเองก็ยังได้ อีเลคตัสเป็นนกที่ฉลาดมากถึงกับขนาดที่มันสามารถเลียนเสียงคนจากการได้ยิินเพียงครั้งเดียว ในตระกูลนกแก้วเแล้วคู่แข่งของอีเลคตัสในเรื่องควานชัดในการพูดและความยาวของประโยคก็มีเพียง อฟรีกัรเกรเท่านั้นที่พอจะเป็นคู่ต่อกรได้

         อีเล็คตัสเป็นนกที่เล่นกับคนได้อย่างสนุกสนาน แต่ก็อาจจะเสียงดัง และออกจะเรี่ยราดในการกินแต่หากกินอยู่ในกรงก็จะทำความสะอาดได้ง่าย

นกฟินซ์ 7 สี สีสวย สดใส โดดเด่น



























วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

ปลาสอด

       ปลาสอด


              Click here to see a large version      
     
ชื่อวิทยาศาสตร์  Xiphophorus helleri  Heckel, 1845
ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Swordtail


          ปลาสอดเป็นปลาที่อยู่ในครอบครัว (Family) Poeciliidae   และครอบครัวย่อย (Subfamily) poeciliinae  มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Xiphophorus helleri   Heckel, 1845  ซึ่งชื่อชนิดของปลาสอด “helleri” ถูกตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่นักพฤกษศาสตร์  Viennese Heller   ปลาสอดมีชื่อสามัญภาษาอังกฤษว่า Swordtail   ซึ่งมาจากลักษณะครีบหางตอนล่างของปลาตัวผู้  ที่มีลักษณะยื่นยาวออกไปคล้ายดาบ    ซึ่งชื่อนี้ก็ได้นำมาใช้เป็นชื่อสามัญของไทยด้วย
             

                  
           ปลาสอดมีแหล่งกำเนิดบริเวณ ริโอนอตลา ในเม็กซิโกถึงเบลิซ และฮอนดูรัส  กินพืชน้ำ แพลงก์ตอนสัตว์ และตัวอ่อนแมลงเป็นอาหาร  ความยาวลำตัวโดยเฉลี่ย 12.5 เซนติเมตร  เพศผู้มีก้านครีบหางตอนล่างยาวเลยขอบหาง  มีลักษณะเรียวแหลม   คล้ายดาบ   ปลาสอดเพศผู้จะมีความยาวประมาณ 14 เซนติเมตร    และช่วงหางดาบอาจมีความยาว 4-8 เซนติเมตร ส่วนปลาเพศเมียมีความยาวประมาณ 16 เซนติเมตร  ความยาวลำตัว
จะมีความแปรปรวนมากในแต่ละตัว ปลาสอดบางตัวอาจมีความยาวแค่ 5-6 เซนติเมตร บวกความยาวของดาบประมาณ  3  เซนติเมตร บางตัวยาว 8-10  เซนติเมตร  ปลาสอดจะมีลำตัวยาวเรียว และหัวแหลม 




             Click here to see a large version        
   
       
           ปลาสอดชอบอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีพืชน้ำปกคลุมเบาบางจนถึงหนาแน่น  อุณหภูมิน้ำประมาณ 24-28  องศาเซลเซียส เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย จะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ในธรรมชาติจะอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำใดแหล่งน้ำหนึ่งโดยเฉพาะ  ดังนั้นจึงพบปลาชนิดนี้ทั่วไปในแหล่งน้ำที่มีน้ำไหลแรงตามแม่น้ำ  บ่อ ทะเลสาบ และบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง      สาเหตุที่ปลาสอดสามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่แตกต่างกัน ทำให้มีลวดลาย   และมีสี
หลากหลายมากในธรรมชาติ   โดยทั่วไปปลาสอดสีเขียวจะเป็นที่รู้จักกันมากในธรรมชาติ  จะมีแถบตรงกลางสีแดงเข้ม  หรือสีน้ำตาลพาดตามลำตัว  และบางทีอาจพบแถบสีเพิ่มอีก 4  แถบ  อยู่ด้านบน 2 แถบ  และด้านล่าง แถบกลางลำตัวอีก 2 แถบ     ช่วงท้องจะมีสีขาว และที่ครีบหลังจะมีจุดแดง      ปลาสอดเพศผู้ที่ขอบครีบหางตอนล่างมีลักษณะคล้ายดาบจะมีสีเหลืองและดำ  บางครั้งอาจพบจุดสีดำบนลำตัว    ปลาสอดเป็นปลาที่รักสงบ
สามารถอยู่รวมกับปลาชนิดอื่นได้




            Click here to see a large version

           
          ปลาสอดเป็นปลาที่ต้องดูแล  และเอาใจใส่เหมือนกับปลาออกลูกเป็นตัวชนิดอื่น และยังสามารถเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นได้ด้วย ปลาสอด ยังเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย  มีความอดทน และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ไม่จำเป็นต้องติดตั้งท่อออกซิเจนในบ่อ หรือสถานที่เลี้ยงมันก็อาศัยอยู่ได้ ที่สำคัญจัดเป็นปลาสวยงามที่เพาะขยายพันธุ์ได้ง่ายมีความหลากหลายทางด้านสีสัน  และปลาสอดเป็นปลาสวยงามที่น่าสนใจอีกชนิดหนึ่ง   เหมาะที่จะ
นำมาฝึกเลี้ยง   สำหรับผู้ที่เริ่มเลี้ยงปลา และไม่ค่อยมีเวลามากนัก เพราะปลาสอดเป็นปลาเลี้ยงง่ายราคาซื้อขายไม่แพงนัก มีความทนทานดี    การเลี้ยงปลาสอดควรใส่พืชน้ำลงไปด้วย จะทำให้ดูแล้วสวยงามแล้ว ยังเป็นที่หลบซ่อนของลูกปลาตัวเล็ก ๆ ไม่ให้ถูกปลาใหญ่กินอีกด้วย


ที่มา  http://www.fisheries.go.th/if-phayao/web2/index.php?option=com_content&view=article&id=106&Itemid=204

ปลานีออน

ปลานีออน  



ชื่อวิทยาศาสตร์  Paracheirodon  innesi  (Myers, 1936)
ชื่อสามัญ          Neon tetra

ลักษณะทั่วไปของปลานีออน

                  ปลานีออน จัดเป็นปลาสวยงามขนาดเล็กเมื่อเทียบกับปลาสวยงามชนิดอื่น ๆ มีสีสันที่สร้างความประทับใจแก่ผู้ได้พบเห็น บนลำตัวมีสีน้ำเงินอมเทา  ตรงแนวสันหลังสีเขียวอ่อน และมีสีฟ้าเชื่อมติดระหว่างโคนหาง  ส่วนโคนครีบหาง และครีบอกมีสีแดงพาดอยู่ ลำตัวเจริญเติบโตเต็มที่วัดได้ 1.5  นิ้ว   มีอุปนิสัยรักสงบ ชอบว่ายน้ำเล่นอยู่ตลอดเวลาไม่อยู่นิ่งกับที่ อาศัยอยู่บริเวณกลางน้ำ และผิวน้ำ ปลาชนิดนี้ชอบเกาะกลุ่มรวมกันเป็นฝูง ๆ กินอาหารได้ทุกชนิด  จึงไม่มีปัญหาในเรื่องอาหาร

การเพาะพันธุ์ปลานีออน
การคัดพ่อแม่พันธุ์
                  การคัดพ่อแม่พันธุ์สังเกตได้จาก ปลาตัวเมียมีขนาดลำตัวใหญ่ อ้วนกลมกว่าบริเวณส่วนท้องของปลาตัวเมียเต่งขยายออก การเคลื่อนไหวเชื่องช้า  สีคมชัดกว่า สำหรับตัวผู้ลำตัวยาวเรียวกว่า และมักไล่ต้อนตัวเมียเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์
การผสมพันธุ์

                  ตามธรรมชาติปลานีออนเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ค่อนข้างยาก ฉะนั้นผู้เพาะเลี้ยงจึงต้องใช้เทคนิค และวิธีการบางอย่างเข้าช่วย เพื่อกระตุ้นการผสมพันธุ์ในการวางไข่ให้เร็วขึ้น การเพาะพันธุ์ปลานีออนจะประสบความสำเร็จได้ด้วยวิธีการและเทคนิคดังนี้

                  การเตรียมอุปกรณ์ในการเพาะพันธุ์ อุปกรณ์ทุกชนิดที่ใช้ในการเพาะพันธุ์  เช่น ตู้เพาะเลี้ยง ฝาปิดตู้ปลา และพันธุ์ไม้น้ำ ต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคให้สะอาดเสียก่อน ด้วยการแช่น้ำเกลือหรือด่างทับทิม โดยเฉพาะตู้เพาะพันธุ์ และฝาตู้ปลาควรแช่ได้นาน 1-2 วัน ต่อจากนั้นเช็ดให้แห้ง สำหรับพันธุ์ไม้น้ำก็เช่นกัน แต่ความเข้มข้นต้องเจือจางกว่า การฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

                  ตู้เพาะพันธุ์ สำหรับที่ใช้ในการเพาะพันธุ์ปลานีออนควรมีขนาดที่พอเหมาะ คือ ขนาดของตู้ปลาควรเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ค่อนข้างแบนจุน้ำได้ 80 ลิตร  ปริมาณน้ำที่เติมลงไปประมาณ 60 ลิตร ควรเป็นน้ำที่สะอาดปราศจากเชื้อโรค และปลูกพันธุ์ไม้น้ำไว้บริเวณด้านข้างของตู้ปลาด้านใดด้านหนึ่ง  หรือ ใช้กิ่งไม้แทนหิน กรวด ทราย เนื่องจากกิ่งไม้เป็นที่วางไข่จนกระทั่งไข่ฟักเป็นตัวอ่อน บริเวณที่ตั้งตู้ปลาควรเป็นสภาพที่เงียบไม่มีคนพลุกพล่าน ทางที่ดีควรเลือกตั้งตรงบริเวณที่ได้รับแสงแดดยามเช้า อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้แก่พันธุ์ไม้น้ำ และไข่ หรือตัวอ่อนที่กำลังเติบโตต่อไป ก่อนการตั้งตู้ควรเลือกสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดเนื่องจากเมื่อตั้งตู้ปลาแล้วเราไม่สามารถเคลื่อนย้ายตู้ปลาได้อีก

                  สภาพน้ำ  การเพาะพันธุ์ปลานีออน น้ำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะถ้าน้ำที่ไม่สะอาดมาทำการเพาะพันธุ์ทำให้เกิดผลเสียหาย บางท่านนำน้ำกลั่นมาเพาะเลี้ยงแล้วใช้แอร์ปั๊มเข้าช่วยเพื่อเพิ่มออกซิเจนเหตุผลนี้เป็นการเข้าใจผิด เพราะน้ำกลั่นโดยทั่วไปมีสภาพเป็นกรด ถ้าใช้น้ำประปาควรปล่อยทิ้งไว้สัก 2-3 วัน เพื่อให้คลอรีนระเหยออกไปแล้วนำมาใช้เพาะพันธุ์ ผู้เพาะเลี้ยงควรปรับสภาพน้ำให้เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์ และการวางไข่ปลานีออน โดยเฉพาะคุณสมบัติความเป็นกรดเป็นด่างควรอยู่ในระหว่าง 6.2-6.8 และระดับอุณหภูมิของน้ำเฉลี่ย 23-24 องศาเซลเซียส

                  เมื่อคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ได้ตามความต้องการแล้ว ก่อนปล่อยควรทำการฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับตัวปลาด้วยการใช้ด่างทับทิมหรือเกลือผสมกับน้ำให้มีความเจือจางแช่ไว้ประมาณ 24 ชม.  จาก นั้นก็นำพ่อแม่พันธุ์ลงปล่อยในตู้ปลาที่เพาะเลี้ยงการให้อาหารในช่วงนี้ สำคัญ เพราะอาจทำให้น้ำในตู้เน่าเสียได้ ดังนั้นจึงต้องควบคุมอาหารเป็นพิเศษ ทางที่ดีควรให้อาหารประเภท ลูกน้ำ ไรแดง  อาร์ทีเมีย สภาพน้ำในตู้ควรฆ่าเชื้อด้วยเกลือหรือยาปฏิชีวนะ เช่น คอแรมเฟนิคอล  ฯลฯ.

การวางไข่

                        เมื่อปล่อยพ่อแม่พันธุ์ไว้ในตู้เพาะเลี้ยง 2-3 วัน สังเกตเห็นตัวผู้ว่ายไล่ต้อนตัวเมีย ซึ่งทำให้ตัวเมียหนีเข้าไปอยู่ในพันธุ์ไม้น้ำ เมื่อสภาพสมบูรณ์เต็มที่ตัวเมียวางไข่ในตอนใกล้รุ่งของวันใหม่ ส่วนตัวผู้ฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมทันที ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วฟักเป็นตัวภายใน 2-3 วัน จากนั้นจึงนำพ่อแม่พันธุ์ออกจากตู้แล้วปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันแสงสว่าง

การอนุบาลลูกปลา

                  หลังจากที่ลูกปลานีออนเจริญเติบโตสามารถว่ายน้ำได้ ช่วงนี้ไม่จำเป็นต้องให้อาหารเพราะลูกปลาได้รับอาหารจากถุงไข่แดง ต่อจากนั้นให้ลูกไรแดงจนลูกปลาโตพอที่กินอาหารชิ้นใหญ่ ๆ  ได้แล้ว คือ มีอายุประมาณ 1 เดือน ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนอาหารจากไรแดงเป็นเนื้อกุ้งสับให้ละเอียด ต่อมาเมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ลูกปลาเริ่มปรากฏลวดลายสีสันออกมาให้เห็นชัด และเมื่อลูกปลาอายุได้ประมาณ 2 เดือน สีประจำตัว คือ สีฟ้าเปล่งประกายเข้มเหมือนกับ พ่อแม่พันธุ์ทุกประการ

เทคนิคการเลี้ยงปลานีออน

                  การเพาะเลี้ยงปลานีออนบางท่านยังไม่เข้าใจในชีวิตธรรมชาติของปลาประเภทนี้มากนักจึงคิดว่าปลานีออนเป็นปลาที่เลี้ยงยาก แต่ถ้าผู้เพาะเลี้ยงได้ศึกษาลักษณะนิสัยของปลานี้แล้วรู้ได้ว่าการเลี้ยงปลานีออนได้ง่ายดังเช่นการเคลื่อนย้ายปลา ปลานีออนเป็นปลาที่มีลักษณะพิเศษ คือ  ระบบ ทุกส่วนไวต่อการสัมผัสของระบบประสาท ผู้เพาะเลี้ยงจึงสมควรที่ต้องรู้วิธีการ และเคล็ดลับการเคลื่อนย้ายปลานีออนเพื่อป้องกันการบอบช้ำ การซื้อปลามาเลี้ยงไม่ควรใช้กระชอนตักปลาขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เนื่องจากปลานีออนมีขนาดเล็กความบอบช้ำมีมาก และเกิดโรคบางชนิดขึ้นได้ง่าย  ทางที่ดีแล้วควรใช้ขันหรือจากตักให้มีน้ำอยู่ด้วย  แล้วเทลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถุงพลาสติก  ถังน้ำ  ฯลฯ วิธีการปล่อยปลานีออนลงเลี้ยงถือเป็นวิธีการที่สำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้เพาะเลี้ยงต้องเตรียมสภาพน้ำให้เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นกรดเป็นด่างควรมีค่าอยู่ในช่วงระหว่าง 6.2 - 6.8 สำหรับระดับอุณหภูมิของน้ำภายในตู้เลี้ยงให้อยู่ประมาณ 75 องศาฟาเรนไฮน์ และก่อนปล่อยปลาจำเป็นต้องใส่ยาปฏิชีวนะ  จำพวก คลอแรมเฟนิคลอ แอมพิซิลิน หรือใส่เกลือแกงลงไปด้วย เพื่อป้องกันเชื้อโรคบางชนิด ต่อมาให้นำถุงพลาสติกที่ใส่บรรจุปลานีออนอยู่ภายในแช่ลงในตู้ปลาประมาณ 10-20 นาที เพื่อให้ปลานีออนสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายในตู้ปลาได้เป็นอย่างดี

ระบบนิเวศภายในตู้

                  การปลูกพันธุ์ไม้น้ำ และใส่วัสดุต่าง ๆ เพื่อเป็นที่หลบซ่อน และเป็นที่อยู่อาศัยของปลา นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความสวยงามให้แก่ตู้ปลาดูเป็นไปแบบตามธรรมชาติจริง ๆ

การเลี้ยงปลานีออนให้มีลักษณะเด่น

                  ผู้เลี้ยงควรปล่อยปลาอยู่รวมกันเป็นฝูง ๆ และบริเวณฝาปิดหรือหลังตู้ควรปิดทับด้วยวัสดุบางอย่างที่ทำให้เกิดความมืด เวลามองดูตัวปลาสีสันจะได้สะท้อนสดใสสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น และผู้เลี้ยง

โรคที่สำคัญ

                  ตามธรรมดาแล้วการเลี้ยงปลานีออนในภาชนะที่จำกัดมักไม่ค่อยปรากฏเรื่องโรคให้เห็น  ทั้งนี้ก็เพราะว่า ผู้เลี้ยงให้ความสำคัญต่อการเพาะเลี้ยงมากขึ้น จึงทำให้โรคต่าง ๆ ที่เข้ามาเบียดเบียนมีน้อยนัก  แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีเกิดขึ้นบ้าง  สำหรับ โรคที่พบในปลานีออน คือ โรคจุดขาว สาเหตุเนื่องมาจากการเปลี่ยนน้ำที่ใช้เลี้ยงอย่างกะทันหัน ซึ่งระดับอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปทำให้ปลาไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ฉะนั้นผู้เลี้ยงต้องให้ความระมัดระวังในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ในช่วงระยะ 2-3  วัน แรก ที่ปล่อยลงตู้เลี้ยงไม่ค่อยตาย แต่เพื่อป้องกันการสูญเสียผู้เพาะเลี้ยงควรใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดระดับ อุณหภูมิตลอดระยะเวลาที่ปลาเริ่มแสดงอาการผิดปกติ

อ้างอิง

http://www.fisheries.go.th/sf-prachinburi/web2/index.php?option=com_content&view=article&id=59&Itemid=65